การดิฟ (Differentiation) คือแนวคิดในการตรวจสอบว่า "ฟังก์ชันมีการเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน ณ จุดนั้นๆ" หากมองในเชิงกราฟ มันคือความชันของเส้นสัมผัส ส่วนในโจทย์ปัญหาจะหมายถึง อัตราการเปลี่ยนแปลงขณะใดขณะหนึ่ง เคล็ดลับในการคำนวณคือ ให้สังเกตรูปแบบของสมการก่อนว่าเป็น เลขยกกำลัง, ผลคูณ, ผลหาร หรือฟังก์ชันคอมโพสิท (ฟังก์ชันซ้อนฟังก์ชัน) แล้วจึงเลือกใช้สูตรให้ถูกต้องครับ

เริ่มต้นให้จำการจับคู่ดังนี้ก็เพียงพอแล้ว: ถ้าอยู่ในรูป xnx^n ให้ใช้สูตรเลขยกกำลัง, ถ้าเป็นการบวกให้ดิฟแยกทีละเทอม, ถ้าเป็นการคูณให้ใช้กฎผลคูณ, ถ้าเป็นเศษส่วนให้ใช้กฎผลหาร และถ้ามีฟังก์ชันซ้อนอยู่ในฟังก์ชัน ให้ใช้กฎลูกโซ่ (Chain Rule) หากแยกแยะจุดนี้ได้ การคำนวณการดิฟจะง่ายขึ้นมากครับ

ทำความเข้าใจการดิฟแบบรวดเร็วที่สุด

สำหรับฟังก์ชัน f(x)f(x) ค่าสัมประสิทธิ์การดิฟ (Derivative coefficient) ที่จุด x=ax=a เมื่อลิมิตมีค่า จะนิยามได้ดังนี้:

f(a)=limh0f(a+h)f(a)hf'(a)=\lim_{h \to 0}\frac{f(a+h)-f(a)}{h}

สิ่งนี้แสดงถึง "เมื่อเราขยับ xx ไปเพียงเล็กน้อย ค่าของ f(x)f(x) จะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่"

อย่างไรก็ตาม ในการทำโจทย์จริง เราไม่ค่อยคำนวณจากนิยามนี้ทุกครั้ง แต่จะใช้ "สูตรการดิฟ" ที่ถูกพิสูจน์มาจากนิยามนี้แทน ซึ่งฟังก์ชันที่ได้จากการดิฟเราเรียกว่า "อนุพันธ์" (Derivative) ครับ

สูตรการดิฟที่ควรจำให้ขึ้นใจ

สูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในช่วงแรกคือ:

ddx(c)=0\frac{d}{dx}(c)=0

ddx(xn)=nxn1\frac{d}{dx}(x^n)=nx^{n-1}

ddx(af(x)+bg(x))=af(x)+bg(x)\frac{d}{dx}\left(af(x)+bg(x)\right)=af'(x)+bg'(x)

โดยที่ aa, bb, cc คือค่าคงที่ สำหรับการดิฟพหุนาม สูตร 3 ข้อนี้ครอบคลุมได้เกือบทั้งหมดครับ

หากรูปสมการเริ่มซับซ้อนขึ้น จะต้องใช้สูตรเหล่านี้:

ddx(f(x)g(x))=f(x)g(x)+f(x)g(x)\frac{d}{dx}\left(f(x)g(x)\right)=f'(x)g(x)+f(x)g'(x)

ddx(f(x)g(x))=f(x)g(x)f(x)g(x)g(x)2,g(x)0\frac{d}{dx}\left(\frac{f(x)}{g(x)}\right)=\frac{f'(x)g(x)-f(x)g'(x)}{g(x)^2}, \quad g(x) \ne 0

ddxf(g(x))=f(g(x))g(x)\frac{d}{dx}f(g(x))=f'(g(x))g'(x)

สมการสุดท้ายคือ "กฎลูกโซ่" (Chain Rule) ซึ่งจะใช้เมื่อมีฟังก์ชันซ้อนอยู่ในอีกฟังก์ชันหนึ่ง เช่น (2x+1)5(2x+1)^5 หรือ sin(x2)\sin(x^2)

รวมสูตรการดิฟฟังก์ชันที่พบบ่อย

รวบรวมรูปแบบพื้นฐานที่มักเจอในโจทย์คำนวณไว้ตรงนี้เพื่อความสะดวกครับ:

ddx(sinx)=cosx\frac{d}{dx}(\sin x)=\cos x

ddx(cosx)=sinx\frac{d}{dx}(\cos x)=-\sin x

ddx(ex)=ex\frac{d}{dx}(e^x)=e^x

ddx(lnx)=1x,x>0\frac{d}{dx}(\ln x)=\frac{1}{x}, \quad x>0

สำหรับสูตรของ lnx\ln x ในขอบเขตของจำนวนจริง จะใช้เมื่อ x>0x>0 สิ่งสำคัญคืออย่าจำแค่สูตร แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในการใช้สูตรนั้นๆ ด้วยครับ

วิธีการดิฟ: ให้ดู "รูปแบบของสมการ" ก่อนเสมอ

จุดที่คนส่วนใหญ่มักจะติดขัดไม่ใช่ตัวการคำนวณ แต่คือการ "แยกแยะ" ในตอนแรก ให้ลองไล่ดูตามลำดับนี้จะช่วยลดความสับสนได้ครับ:

  • ถ้าเป็นพหุนามอย่าง x5x^5 หรือ x32x+1x^3-2x+1 \rightarrow ใช้สูตรเลขยกกำลังดิฟแยกทีละเทอม
  • ถ้ามีสองนิพจน์คูณกันอย่าง (x2+1)(3x4)(x^2+1)(3x-4) \rightarrow ใช้กฎผลคูณ (Product Rule)
  • ถ้าเป็นเศษส่วนอย่าง x2+1x1\frac{x^2+1}{x-1} \rightarrow ใช้กฎผลหาร (Quotient Rule)
  • ถ้าเป็นรูปซ้อนกันอย่าง (2x+1)5(2x+1)^5 หรือ sin(x2)\sin(x^2) \rightarrow ใช้กฎลูกโซ่ (Chain Rule)

จุดเริ่มต้นของการดิฟคือการ "อ่านรูปทรงภายนอก" ของสมการให้ขาด แม้หน้าตาจะคล้ายกัน แต่ถ้าเป็นผลคูณกับฟังก์ชันคอมโพสิท จะใช้สูตรต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ลองดูขั้นตอนการดิฟจากตัวอย่าง

ลองดิฟฟังก์ชันต่อไปนี้ครับ:

f(x)=x2(2x+1)3f(x)=x^2(2x+1)^3

รูปทรงภายนอกของสมการนี้คือ "ผลคูณ" ดังนั้น ขั้นแรกเราต้องใช้กฎผลคูณก่อน:

f(x)=(x2)(2x+1)3+x2((2x+1)3)f'(x)=(x^2)'(2x+1)^3+x^2\big((2x+1)^3\big)'

เริ่มจาก:

(x2)=2x(x^2)'=2x

จากนั้น เนื่องจาก (2x+1)3(2x+1)^3 เป็นฟังก์ชันคอมโพสิท เราจึงต้องใช้กฎลูกโซ่:

((2x+1)3)=3(2x+1)22=6(2x+1)2\big((2x+1)^3\big)'=3(2x+1)^2 \cdot 2=6(2x+1)^2

เมื่อนำกลับไปแทนค่าจะได้:

f(x)=2x(2x+1)3+6x2(2x+1)2f'(x)=2x(2x+1)^3+6x^2(2x+1)^2

ถึงตรงนี้ถือว่าถูกต้องแล้วครับ หากต้องการ สามารถดึงตัวร่วมออกมาเขียนได้เป็น:

f(x)=2x(2x+1)2(5x+1)f'(x)=2x(2x+1)^2(5x+1)

สิ่งที่สำคัญจากตัวอย่างนี้คือ "อย่าเพิ่งรีบกระจายพจน์" ให้มองจากนอกเข้าใน (ข้างนอกคือผลคูณ ข้างในคือฟังก์ชันคอมโพสิท) แล้วเลือกสูตรใช้ตามลำดับ จะทำให้คำตอบออกมาถูกต้องและเป็นธรรมชาติครับ

จุดที่มักผิดบ่อย

การดิฟแยกเทอมทั้งที่เป็นผลคูณ

f(x)g(x)f(x)g(x) โดยปกติแล้วจะไม่เท่ากับ f(x)g(x)f'(x)g'(x) เพราะกฎผลคูณจะต้องได้ผลลัพธ์ออกมา 2 เทอมครับ

ลืมดิฟไส้ใน (ลืมกฎลูกโซ่)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมากคือการดิฟ (2x+1)3(2x+1)^3 แล้วหยุดแค่ 3(2x+1)23(2x+1)^2 ซึ่งจริงๆ แล้วต้องคูณด้วยอนุพันธ์ของฟังก์ชันด้านในคือ 22 ปิดท้ายด้วยเสมอ

ไม่เช็คเงื่อนไขของกฎผลหาร

ในจุดที่ตัวส่วนเป็น 00 จะไม่สามารถใช้กฎผลหารได้โดยตรง ดังนั้นนอกจากดูรูปสมการแล้ว ต้องเช็คเงื่อนไขด้วยครับ

รีบกระจายพจน์จนมองไม่ออก

บางครั้งการกระจายพจน์ก่อนดิฟอาจจะง่ายกว่า แต่ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นฟังก์ชันคอมโพสิทหรือผลคูณ การใช้สูตรโดยตรงมักจะรวดเร็วกว่ามากครับ

การดิฟนำไปใช้ในสถานการณ์ไหนบ้าง?

ในทางคณิตศาสตร์ เราใช้หาความชันของเส้นสัมผัส, ดูการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของฟังก์ชัน, และหาค่าสูงสุด-ต่ำสุด ในทางฟิสิกส์จะใช้หาความเร็วและความเร่ง ส่วนในทางเศรษฐศาสตร์จะใช้ดูอัตราการเปลี่ยนแปลงครับ

พูดง่ายๆ คือ การดิฟเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ "อ่านว่าตอนนี้สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่" หากมองในแง่ของอัตราการเปลี่ยนแปลงแทนที่จะมองแค่การคำนวณ จะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งขึ้นครับ

แบบฝึกหัดลองทำด้วยตัวเอง

ลองดิฟสมการต่อไปนี้ดูนะครับ:

g(x)=(3x2)4g(x)=(3x-2)^4

และ

h(x)=x2+1x1h(x)=\frac{x^2+1}{x-1}

ข้อแรกจะเป็นการฝึกใช้กฎลูกโซ่ และข้อหลังจะเป็นการฝึกใช้กฎผลหารครับ

การดิฟจะเก่งขึ้นได้ ไม่ใช่การท่องจำสูตรให้เยอะขึ้น แต่คือการฝึก "แยกแยะรูปแบบสมการ" ให้แม่นยำ ลองนำวิธีนี้ไปใช้กับโจทย์ที่มีทั้งกฎลูกโซ่และกฎผลคูณดูนะครับ!

ต้องการความช่วยเหลือในการแก้โจทย์?

อัปโหลดคำถามของคุณแล้วรับคำตอบแบบทีละขั้นตอนที่ผ่านการตรวจสอบในไม่กี่วินาที

เปิด GPAI Solver →