สมการกำลังสองคือสมการที่อยู่ในรูป ax2+bx+c=0ax^2 + bx + c = 0 สำหรับการทำข้อสอบหรือการบ้าน โดยปกติแล้วเราสามารถแก้โจทย์ได้ใน 3 ขั้นตอน คือ จัดรูปสมการให้อยู่ในรูปมาตรฐาน, ใช้ดิสคริมิแนนต์พิจารณาจำนวนคำตอบ และหากจำเป็น ให้คำนวณหาคำตอบด้วยสูตรคำตอบ

ก่อนอื่น สองสูตรด้านล่างนี้คือหัวใจสำคัญครับ

ax2+bx+c=0(a0)ax^2 + bx + c = 0 \quad (a \ne 0)

x=b±b24ac2ax = \frac{-b \pm \sqrt{b^2 - 4ac}}{2a}

ความหมายของสมการกำลังสอง: สมการที่มีพจน์สูงสุดคือ x2x^2

สมการกำลังสองคือสมการที่ตัวแปรมีเลขชี้กำลังสูงสุดเป็น 22 ตัวอย่างเช่น x24x+1=0x^2 - 4x + 1 = 0 เป็นสมการกำลังสอง แต่ 2x+3=02x + 3 = 0 เป็นสมการเชิงเส้น

หากมองในรูปแบบกราฟ จะเชื่อมโยงกับการหาจุดที่พาราโบลา y=ax2+bx+cy = ax^2 + bx + c ตัดกับแกน xx ดังนั้น ดิสคริมิแนนต์จึงมีประโยชน์มากในการพิจารณาจำนวนคำตอบ

การใช้ดิสคริมิแนนต์พิจารณาจำนวนคำตอบ

ดิสคริมิแนนต์ (Discriminant) คือ

D=b24acD = b^2 - 4ac

ค่านี้จะบอกเราได้อย่างรวดเร็วว่ามีคำตอบที่เป็นจำนวนจริงกี่คำตอบ

  • ถ้า D>0D > 0 จะมีคำตอบเป็นจำนวนจริงที่แตกต่างกันสองคำตอบ
  • ถ้า D=0D = 0 จะมีคำตอบเดียว (คำตอบซ้ำ)
  • ถ้า D<0D < 0 จะไม่มีคำตอบเป็นจำนวนจริง

เงื่อนไขสำคัญที่นี่คือ "ขอบเขตของจำนวนจริง" หากเราขยายขอบเขตไปถึงจำนวนเชิงซ้อน แม้ว่า D<0D < 0 ก็ยังสามารถมีคำตอบได้

สังเกตว่าในเครื่องหมายราก (square root) ของสูตรคำตอบจะมี D=b24acD = b^2 - 4ac อยู่พอดี ดังนั้นเครื่องหมายของ DD จึงเชื่อมโยงกับจำนวนคำตอบโดยตรงครับ

ควรใช้สูตรคำตอบเมื่อไหร่

หากสมการสามารถแยกตัวประกอบได้ทันที การแยกตัวประกอบจะรวดเร็วกว่า แต่ในข้อสอบมักจะมีสมการที่แยกเป็นจำนวนเต็มสวยๆ ไม่ได้ ซึ่งในกรณีนั้น วิธีที่มั่นใจได้ที่สุดคือการใช้สูตรคำตอบ

สูตรคำตอบมีดังนี้ครับ

x=b±b24ac2ax = \frac{-b \pm \sqrt{b^2 - 4ac}}{2a}

ข้อควรระวังคือ ต้องจัดรูปสมการให้อยู่ในรูป ax2+bx+c=0ax^2 + bx + c = 0 ก่อนนำไปใช้เสมอ หากนำตัวเลขไปแทนค่าโดยไม่จัดรูปก่อน มีโอกาสสูงที่จะใส่เครื่องหมายของ bb หรือ cc ผิด

ตัวอย่างสมการกำลังสอง: ลองแก้โจทย์ตั้งแต่ต้นจนจบ

ลองมาแก้สมการข้อนี้กันครับ

x24x+1=0x^2 - 4x + 1 = 0

เนื่องจากสมการนี้อยู่ในรูปมาตรฐานแล้ว เราจะได้

a=1,b=4,c=1a = 1,\quad b = -4,\quad c = 1

1. พิจารณาดิสคริมิแนนต์ก่อน

D=b24ac=(4)24(1)(1)=164=12D = b^2 - 4ac = (-4)^2 - 4(1)(1) = 16 - 4 = 12

เนื่องจาก D=12>0D = 12 > 0 ดังนั้นในขอบเขตจำนวนจริงจะมีคำตอบที่แตกต่างกันสองคำตอบ

2. แทนค่าในสูตรคำตอบ

x=(4)±1221x = \frac{-(-4) \pm \sqrt{12}}{2 \cdot 1}

จัดรูปจะได้

x=4±122x = \frac{4 \pm \sqrt{12}}{2}

และเนื่องจาก 12=23\sqrt{12} = 2\sqrt{3} ดังนั้น

x=4±232x = \frac{4 \pm 2\sqrt{3}}{2}

สรุปคำตอบคือ

x=2±3x = 2 \pm \sqrt{3}

จุดสำคัญของตัวอย่างนี้มีสองอย่างครับ คือ หนึ่ง เราสามารถหาคำตอบได้แม้จะมองไม่ออกว่าแยกตัวประกอบอย่างไร และสอง การดูดิสคริมิแนนต์ก่อนจะทำให้เรารู้ว่าคำตอบมีสองค่าก่อนที่จะเริ่มคำนวณจริง

จุดที่มักผิดบ่อย

การแทนค่าในสูตรโดยไม่จัดรูปมาตรฐาน

ตัวอย่างเช่น x2+1=4xx^2 + 1 = 4x ไม่สามารถแทนค่าลงไปตรงๆ ได้ ต้องย้ายข้างให้เป็น

x24x+1=0x^2 - 4x + 1 = 0

ก่อน จึงจะระบุค่า b=4b = -4 ได้อย่างถูกต้อง

การใส่เครื่องหมายของ b-b ผิด

ถ้า b=4b = -4 จะต้องเป็น b=4-b = 4 หากผิดเครื่องหมายเพียงจุดเดียว คำตอบสุดท้ายจะเปลี่ยนไปทั้งหมดทันที

คำนวณดิสคริมิแนนต์ได้แต่ไม่วิเคราะห์ความหมาย

ต้องจำให้ได้ว่า D>0D > 0 คือมีสองคำตอบ, D=0D = 0 คือหนึ่งคำตอบ และ D<0D < 0 คือไม่มีคำตอบเป็นจำนวนจริง ดิสคริมิแนนต์ไม่ใช่แค่เครื่องมือคำนวณตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้อ่านลักษณะของคำตอบครับ

สมการกำลังสองนำไปใช้ที่ไหนบ้าง

สมการกำลังสองไม่เพียงแต่เป็นพื้นฐานของพีชคณิตในระดับมัธยมต้นและปลายเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นเสมอเมื่อเราศึกษาเรื่องกราฟพาราโบลา, โจทย์ปัญหาพื้นที่, รวมถึงการหาค่าสูงสุดและค่าต่ำสุด หากสถานการณ์ใดๆ ถูกจำลองด้วยพจน์ยกกำลังสอง ในที่สุดเราก็ต้องใช้ขั้นตอนการแก้สมการกำลังสองครับ

โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับกราฟของฟังก์ชัน คำตอบก็คือตำแหน่งที่พาราโบลาตัดกับแกน xx ดังนั้นดิสคริมิแนนต์จึงเป็นเกณฑ์ที่บอกว่ากราฟตัดแกน xx สองจุด, สัมผัสเพียงจุดเดียว หรือไม่ตัดแกนเลย

ลองฝึกทำด้วยตัวเองอีกข้อ

ลองทำโจทย์ข้อนี้โดยใช้ขั้นตอนเดียวกันดูครับ

2x2+3x1=02x^2 + 3x - 1 = 0

เริ่มจากระบุค่า aa, bb, cc จากนั้นคำนวณดิสคริมิแนนต์ และปิดท้ายด้วยการใช้สูตรคำตอบ การลองทำโจทย์ที่คล้ายกันเพิ่มอีกเพียงข้อเดียว จะทำให้คุณเห็นภาพรวมของสมการกำลังสองได้ชัดเจนขึ้นมากครับ

ต้องการความช่วยเหลือในการแก้โจทย์?

อัปโหลดคำถามของคุณแล้วรับคำตอบแบบทีละขั้นตอนที่ผ่านการตรวจสอบในไม่กี่วินาที

เปิด GPAI Solver →