สมการเชิงเส้นคือสมการที่ตัวแปร เช่น xx ปรากฏอยู่ในรูปกำลังหนึ่งเท่านั้น สำหรับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว เมื่อจัดรูปแล้วมักจะอยู่ในรูปแบบ ax+b=0ax+b=0 โดยที่ a0a \ne 0 หัวใจสำคัญคือการดำเนินการเหมือนกันทั้งสองข้างของสมการเพื่อให้ xx อยู่ตัวเดียว

หากสมการอยู่ในรูปแบบพื้นฐานแล้ว เราสามารถหาคำตอบได้ทันที

ax+b=0ax + b = 0

x=bax = -\frac{b}{a}

สูตรนี้ควรจำไว้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจว่าทำไมถึงได้คำตอบแบบนี้

ทำไมสูตรสมการเชิงเส้นถึงเป็น x=bax=-\frac{b}{a}

หากสมการอยู่ในรูปแบบ ax+b=0ax+b=0 ให้กำจัด bb ออกไปก่อน จากนั้นจึงกำจัดสัมประสิทธิ์ aa ของ xx ในขั้นตอนสุดท้าย

ax+b=0ax+b=0

ax=bax=-b

เมื่อหารทั้งสองข้างด้วย aa จะได้

x=bax=-\frac{b}{a}

อย่างไรก็ตาม สูตรนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ a0a \ne 0 เท่านั้น หาก a=0a=0 สัมประสิทธิ์ของ xx จะหายไป ทำให้ไม่สามารถแก้ด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้

วิธีแยกแยะความหมายของสมการเชิงเส้นอย่างรวดเร็ว

การที่ xx ปรากฏในรูปกำลังหนึ่ง หมายความว่าจะต้องไม่มีรูปแบบอย่าง x2x^2, x\sqrt{x}, หรือ 1x\frac{1}{x} ตัวอย่างเช่น

3x7=113x - 7 = 11

เป็นสมการเชิงเส้น แต่

x24=0x^2 - 4 = 0

เป็นสมการกำลังสอง กล่าวคือ แม้ว่าสมการเริ่มต้นจะดูซับซ้อน แต่ถ้าจัดรูปแล้วอยู่ในรูปแบบ ax+b=0ax+b=0 ก็ถือว่าเป็นสมการเชิงเส้น

โจทย์ที่นักเรียนพบบ่อยๆ อาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบ ax+b=0ax+b=0 ตั้งแต่แรก แต่ถ้าเรากระจายวงเล็บและรวบรวมพจน์ที่เหมือนกัน ปกติแล้วจะจัดรูปให้อยู่ในรูปแบบนั้นได้ ดังนั้น การเข้าใจลำดับการจัดรูปจึงมั่นคงกว่าการท่องจำเพียงแค่สูตร

ขั้นตอนการแก้สมการเชิงเส้น

โดยทั่วไปให้แก้ตามลำดับดังนี้:

  1. หากมีวงเล็บ ให้ใช้สมบัติการแจกแจงเพื่อถอดวงเล็บ
  2. รวบรวมพจน์ประเภทเดียวกันเพื่อจัดรูปสมการ
  3. ย้ายพจน์ที่มีตัวแปรไปไว้ข้างหนึ่ง และพจน์ที่เป็นตัวเลขไปไว้อีกข้างหนึ่ง
  4. ในขั้นตอนสุดท้าย ให้หารทั้งสองข้างด้วยสัมประสิทธิ์ของตัวแปร
  5. นำค่าที่ได้ไปแทนในสมการเดิมเพื่อตรวจคำตอบ

หากจำลำดับนี้ได้ ไม่ว่าสมการจะยาวแค่ไหน คุณจะมองออกทันทีว่าต้องทำอะไรตรงไหน

ตัวอย่างการแก้สมการเชิงเส้น

ลองแก้สมการต่อไปนี้:

2(x3)+4=102(x - 3) + 4 = 10

ขั้นแรก ถอดวงเล็บก่อน:

2x6+4=102x - 6 + 4 = 10

รวบรวมพจน์ที่เหมือนกัน:

2x2=102x - 2 = 10

บวก 22 ทั้งสองข้างเพื่อให้เหลือเพียงพจน์ตัวแปร:

2x=122x = 12

ตอนนี้ ให้หารทั้งสองข้างด้วย 22:

x=6x = 6

การตรวจคำตอบจะทำให้การแก้โจทย์สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อแทน x=6x=6 ลงในสมการเดิม:

2(63)+4=23+4=6+4=102(6 - 3) + 4 = 2 \cdot 3 + 4 = 6 + 4 = 10

เนื่องจากฝั่งซ้ายและฝั่งขวามีค่าเท่ากัน คำตอบจึงถูกต้อง

ตัวอย่างนี้ครอบคลุมหัวใจสำคัญเกือบทั้งหมด ตั้งแต่การถอดวงเล็บ, การจัดรูปพจน์, การหารด้วยสัมประสิทธิ์ ไปจนถึงการตรวจคำตอบ ซึ่งเป็นกระแสการทำงานพื้นฐานของสมการเชิงเส้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในสมการเชิงเส้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการจัดการเครื่องหมายผิด เช่น ไม่ควรเขียน 2(x3)2(x-3) เป็น 2x32x-3 ตามสมบัติการแจกแจงแล้ว จะต้องเป็น:

2(x3)=2x62(x-3)=2x-6

อีกจุดหนึ่งคือการเปลี่ยนเครื่องหมายโดยไม่มีเหตุผลเมื่อย้ายพจน์ ในความเป็นจริง ขั้นตอนแรกคือการบวกหรือลบจำนวนที่เท่ากันทั้งสองข้าง หากพลาดหลักการนี้ ยิ่งสมการยาวขึ้น โอกาสผิดก็จะยิ่งมากขึ้น

สุดท้าย มีหลายคนที่รีบสรุปคำตอบจาก 2x=122x=12 เป็น x=10x=10 ซึ่งเป็นข้อผิดพลาด ในขั้นตอนสุดท้ายต้องหารด้วยสัมประสิทธิ์ของตัวแปรเสมอ ในที่นี้ต้องหารทั้งสองข้างด้วย 22 เพื่อให้ได้ x=6x=6

สมการเชิงเส้นนำไปใช้ที่ไหนบ้าง

สมการเชิงเส้นปรากฏในโจทย์พื้นฐานเกือบทุกข้อที่ต้อง "หาค่าที่ไม่ทราบค่าหนึ่งค่า" เช่น การคำนวณราคา, การเปรียบเทียบความยาว, โจทย์เรื่องอายุ หรือโจทย์เรื่องอัตราส่วน ซึ่งขั้นตอนแรกมักจะเป็นสมการเชิงเส้น

ตัวอย่างเช่น ประโยคที่ว่า "จำนวนหนึ่งบวกด้วย 55 แล้วได้ผลลัพธ์เป็น 1717" สามารถเปลี่ยนเป็น:

x+5=17x + 5 = 17

ได้ทันที ดังนั้น สมการเชิงเส้นจึงเป็นทั้งทักษะการคำนวณและเป็นการฝึกเปลี่ยนประโยคภาษาให้เป็นประโยคสัญลักษณ์

ลองแก้โจทย์ที่คล้ายกันด้วยตัวเอง

ลองแก้โจทย์ที่คล้ายกันตอนนี้เลยเพื่อให้เข้าใจแนวคิดได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น:

3x+4=193x + 4 = 19

ลองแก้ด้วยตัวเองและอย่าลืมตรวจคำตอบในตอนท้าย หากต้องการฝึกฝนเพิ่มเติม ให้ลองสร้างสมการที่คล้ายกันขึ้นมาอีกข้อเพื่อเช็กว่าวิธีการของคุณถูกต้องและแม่นยำหรือไม่

ต้องการความช่วยเหลือในการแก้โจทย์?

อัปโหลดคำถามของคุณแล้วรับคำตอบแบบทีละขั้นตอนที่ผ่านการตรวจสอบในไม่กี่วินาที

เปิด GPAI Solver →